ข้ามไปเนื้อหา

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต

จาก wikishia

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต (ภาษาอาหรับ: عصمة الأنبياء والمرسلين) หมายถึง บรรดาศาสนทูตมีความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากการทำความผิดบาปทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นความเลวร้ายหรือความไม่ดีก็ตาม

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ถือเป็นหลักการของทุกศาสนา แต่ทว่ามีความแตกต่างกันในมุมมองที่เกี่ยวกับประเภทและระดับขั้นของความบริสุทธิ์

นักวิชาการอิสลามทั้งหลาย มีทัศนะตรงกันเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตจากการตั้งภาคี การปฏิเสธและการไม่ผิดพลาดจากการได้รับและเผยแพร่วะฮีย์

แต่ทว่า มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในความผิดบาปอื่นๆและนอกจากนี้ ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างในความบริสุทธิ์จากความผิดพลาดในกิจวัตรประจำวัน และตามความเชื่อของส่วนมาก ถือว่า บรรดาศาสนทูตมีความบริสุทธิ์จากสองสภาพด้วยกัน

ที่มาของความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต เนื่องจากความการุณย์ของพระผู้เป็นเจ้า หรือความรับรู้อันปราดเปรื่องของพวกเขาเหล่านั้น ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามและเชื่อฟังและการไม่กระทำความผิดบาปใดๆก็ตาม ซึ่ง อันดับแรก ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้และอันดับที่สอง ไม่มีวันพ่ายแพ้ต่ออารมณ์ของตัวเอง

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ไม่ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานอย่างเปิดเผย แต่ทว่าบรรดานักตัฟซีร ได้กล่าวถึง ความบริสุทธิ์ปราศจากบาป ในโองการที่ ๓๖ ซูเราะฮ์อัลบะกอเราะฮ์ เกี่ยวกับการขับไล่นบีอาดัม และท่านหญิงฮะวา ออกจากสวนสวรรค์

นักเทววิทยาอิสลามทั้งหลาย ได้อ้างเหตุผลทางสติปัญญาสำหรับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต และพวกเขาได้ยกหลักฐานจากโองการที่ ๗ ซูเราะฮ์อัลฮัชร์

ผู้ที่ปฏิเสธความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ได้อ้างโองการอัลกรุอานบางโองการ โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตทั้งหมดหรือเฉพาะบางคน ในคำตอบกล่าวว่า โองการเหล่านี้มีความคลุมเคลือและจะต้องย้อนกลับไปยังโองการที่ชัดแจ้ง สำหรับการตีความและการอธิบาย นอกจากนี้ โองการเหล่านี้ยังไม่สอดคล้องกับบความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต เนื่องจากการกระทำความผิดของศาสนทูต เรียกว่า เป็นการตัรก์ เอาลา ซึ่งมีความแตกต่างกับความหมายโดยทั่วไปของความผิดและบาป

ความหมายเชิงภาษา

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต หมายถึง ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตจากการกระทำสิ่งชั่วร้ายและความผิดบาปใดๆ [๑] และยังหมายถึง การได้รับการปกป้องจากความผิดพลาดในการรับและการถ่ายทอดวะฮ์ยู (คำวิวรณ์) ด้วย [๒] ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ถือเป็นคุณลักษณะภายในที่ทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะระหว่างการกระทำที่ถูกต้องและผิดพลาดได้อย่างชัดเจน [๓] ผู้ที่มีอิศมะฮ์จะไม่มีสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคใดๆ และสามารถมองเห็นความจริงได้ด้วยตาของตนเอง [๔] ดังนั้น จึงมีการกล่าวว่า ผู้ที่มีอิศมะฮ์จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ใฝ่ต่ำ [๕]

มุฮัมมัดญะวาด มุฆนียะฮ์ นักตัฟซีรชีอะฮ์ในศ็อลฯตวรรษที่ ๑๔ (ศ็อลฯ.) เชื่อว่า บรรดาศาสนทูตจะไม่กระทำความผิดหรือบาปต่างๆในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและบทบัญญัติของศาสนา และในแง่ของความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงความรู้และความเข้าใจในอัลลอฮ์และบ่าวของพระองค์ พวกเขาจะบรรลุถึงสถานภาพที่การฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนานั้นเป็นไปไม่ได้ [๖]

ในวัฒนธรรมอิสลาม มีการใช้คำต่าง ๆ เช่น ตันซีฮ์ (การทำให้บริสุทธิ์) [หมายเหตุ ๑] เตาฟีก (การให้ความสำเร็จ) ศิดก์ (ความสัตย์จริง) และอะมานะฮ์ (ความซื่อสัตย์) เพื่ออธิบายความหมายของความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต [๗]

บรรดานักเทววิทยาและนักปรัชญาอิสลามได้ให้คำจำกัดความของอิศมะฮ์ที่แตกต่างกันไปตามหลักการและพื้นฐานของพวกเขา :

คำจำกัดความของนักเทววิทยา : นักเทววิทยากลุ่มอัดลียะฮ์ (ชีอะฮ์อิมามียะฮ์) [๘] และมุอ์ตะซิละฮ์ [๙]) ได้นิยามอิศมะฮ์ตามหลักลุฏฟ์ (ความกรุณา) [๑๐] ตามคำนิยามของพวกเขา อิศมะฮ์ คือ ความกรุณาที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่บ่าวของพระองค์ และบ่าวนั้นจะไม่กระทำที่สิ่งน่ารังเกียจหรือบาปต่างๆ เนื่องจากความกรุณานี้ [๑๑] ส่วนพวกอะชาอิเราะฮ์ได้นิยามอิศมะฮ์ว่า เป็นการที่อัลลอฮ์ไม่ทรงสร้างความบาปในตัวผู้ที่มีอิศมะฮ์ [๑๒]

คำจำกัดความของนักปรัชญา : นักปรัชญามุสลิมได้นิยามอิศมะฮ์ว่า เป็นคุณลักษณะทางจิตวิญญาณ [หมายเหตุ ๒] ที่ทำให้ผู้ที่มีอิศมะฮ์ไม่กระทำบาปต่างๆ [๑๓]

สถานภาพและความสำคัญ

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตในเรื่องวะฮ์ยู ถือเป็นหลักการร่วมกันและเป็นที่ยอมรับในทุกศาสนาที่มาจากพระเจ้า [๑๔] อย่างไรก็ตาม ในเรื่องแก่นแท้และระดับขั้นของอิศมะฮ์นั้น มีความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่นักเทววิทยาของศาสนาต่าง ๆ รวมถึงนักเทววิทยามุสลิม [๑๕]

บางคนเชื่อว่า ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตได้แพร่หลายในหมู่มุสลิมตั้งแต่ช่วงต้นยุคอิสลาม ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่า เคาะลีฟะฮ์อะบูบักร์ได้ยกย่องศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ว่า เป็นผู้ที่มีอิศมะฮ์จากความผิดพลาด [๑๖] นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า อิมามอะลี (อ.) ได้ใช้คำว่า อิศมะฮ์เพื่ออธิบายสถานภาพของบรรดาศาสนทูต [๑๗] ขณะเดียวกัน นักคิดบางคนเชื่อว่า การใช้คำว่า อิศมะฮ์ในเชิงวิชาการ เช่นเดียวกับคำศัพท์ทางเทววิทยาอื่น ๆ เกิดขึ้นหลังจากการกำเนิดของเทววิทยาและในช่วงยุคสมัยของอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก (อ.) [๑๘] ในอัลกุรอาน ไม่มีการกล่าวถึงความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตอย่างชัดเจน [๑๙] แต่บรรดานักตัฟซีรได้อธิบายเรื่องนี้ในคำอธิบายของบางอายะฮ์ เช่น อายะฮ์ที่ ๓๖ ของซูเราะฮ์อัล-บะเกาะเราะฮ์ [๒๐] อายะฮ์ที่ ๒๓ ของซูเราะฮ์อัล-อะอ์รอฟ และอายะฮ์ที่ ๑๒๑ ของซูเราะฮ์ฏอฮา ที่กล่าวถึงเรื่องราวของศาสดาอาดัมและท่านหญิงฮะวาและการเผชิญหน้ากับชัยฏอน อายะฮ์ที่ ๓๓ ของซูเราะฮ์อาลิอิมรอน ที่กล่าวถึงการคัดเลือกบรรดาศาสนทูตบางคน และอายะฮ์ที่ ๓ ถึง ๕ ของซูเราะฮ์อัน-นัจญ์ม์ ที่กล่าวว่า ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) ได้กล่าวตามวะฮ์ยู ไม่ใช่ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง [๒๑]

ขอบเขตของอิศมะฮ์

ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับขั้น ซึ่งมีดังนี้ :

อิศมะฮ์จากการตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธา การได้รับการปกป้องในการรับและการถ่ายทอดวะฮ์ยู การได้รับการปกป้องจากบาปใหญ่และบาปเล็ก และการได้รับการปกป้องจากความผิดพลาดในกิจวัตรประจำวัน ญะอ์ฟัร ศุบฮานี กล่าวว่า บรรดานักเทววิทยามุสลิมเห็นพ้องกันในระดับขั้นแรกและระดับขั้นที่สอง [๒๒] พวกเขาทั้งหมดเชื่อว่า บรรดาศาสนทูตจะไม่ทำการตั้งภาคีหรือการปฏิเสธศรัทธา ก่อนและหลังการเป็นศาสนทูต [๒๓] นอกจากนี้ บรรดานักเทววิทยาชีอะฮ์และซุนนี ต่างเห็นพ้องกันว่า บรรดาศาสนทูตได้รับการปกป้องจากการทรยศโดยเจตนา [๒๔] ความผิดพลาดโดยไม่เจตนา [๒๕] ในการรับ การรักษา และการถ่ายทอดวะฮ์ยู แน่นอนว่า กอฎี อับดุลญับบาร ผู้นำสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮ์ในศตวรรษที่ ๕ ฮ.ศ. ได้ยอมรับการกล่าวเท็จโดยไม่เจตนาในการเผยแพร่ศาสนาของบรรดาศาสนทูต [๒๖]

ในระดับขั้นที่สาม บรรดานักเทววิทยาชีอะฮ์เห็นพ้องกัน [๒๗] กล่าวคือ พวกเขาเชื่อว่า บรรดาศาสนทูตได้รับการปกป้องจากบาปใหญ่และบาปเล็กทุกประเภท [๒๘] มีเพียง เชคมุฟีดเท่านั้นที่ยอมรับว่า บรรดาศาสนทูตอาจกระทำบาปเล็กโดยไม่เจตนา ก่อนการเป็นศาสนทูต หากบาปนั้นไม่แสดงถึงความต่ำต้อยของธรรมชาติ [๒๙]

ในระดับขั้นที่สี่ หมายถึง การได้รับการปกป้องจากความผิดพลาดในกิจวัตรประจำวัน นักวิชาการของชีอะฮ์ส่วนใหญ่ยอมรับและกล่าวว่า คำพูดและการกระทำของบรรดาศาสนทูตในกิจวัตรประจำวันทั้งในด้านปัจเจกบุคคลและทางสังคมก็ได้รับการปกป้องจากความผิดพลาด [๓๐] แน่นอนว่า เชคศอดูกได้อ้างอิงถึงฮะดีษซุลชิมาลัยน์ [๓๑] และยอมรับว่า ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) อาจมีความผิดพลาดในกิจวัตรประจำวัน และถือว่า ความเชื่อที่ว่า บรรดาศาสนทูตได้รับการปกป้องจากความผิดพลาดในกิจวัตรประจำวัน เป็นการเกินจริงและเป็นการได้รับการมอบอำนาจ [๓๒] เกี่ยวกับความผิดพลาดของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) มีรายงานฮะดีษในหนังสืออัลกาฟีย์ด้วย [๓๓] ในทางตรงกันข้าม อัลลามะฮ์ ชะอ์รอนีได้วิจารณ์คำกล่าวของเชคศอดูกและเชื่อว่า การกระทำทั้งหมดของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) ถือเป็นการเผยแพร่ศาสนา และหากยอมรับว่า ศาสดา (ศ็อลฯ) อาจมีความผิดพลาดในกิจวัตรประจำวัน ก็อาจมีความผิดพลาดในการเผยแพร่ศาสนาได้เช่นกัน ซึ่งขัดแย้งกับจุดประสงค์ของอิศมะฮ์ นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า มุสลิมจะปฏิบัติตามการกระทำของท่านศาสดา (ศ็อลฯ.) แม้จะกระทำเพียงครั้งเดียวก็ตาม [๓๔] เชคบะฮาอีได้ตอบคำถามของบุคคลที่กล่าวว่า อิบนุบาบูวัยฮ์ ยอมรับว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อาจมีความผิดพลาดว่า ที่จริงแล้วอิบนุบาบูวัยฮ์ เป็นผู้ที่ผิดพลาด เพราะเขามีแนวโน้มที่จะผิดพลาดมากกว่าศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) [๓๕] เชคฏูซี ได้เขียนไว้ในหนังสือ ตะฮ์ซีบว่า ฮะดีษที่เกี่ยวกับความผิดพลาดของศาสดา (ศ็อลฯ) ไม่เป็นที่ยอมรับทางสติปัญญา [๓๖] อัลลามะฮ์ เฏาะบาเฏาะบาอีย์ ได้ยกเว้นศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เนื่องจากความพิเศษทางวิวรณ์ของเขา และเชื่อว่า กรณีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวะฮ์ยูและการชี้นำประชาชนอยู่นอกเหนือจากการพูดถึงอิศมะฮ์ เขากล่าวว่า ตามอายะฮ์ต่างๆของอัลกุรอาน บรรดาศาสนทูตได้กระทำความผิดพลาดและหลงลืมในกิจวัตรประจำวัน เช่น การลืมพันธสัญญาของศาสดาอาดัม การร้องรของศาสดานูห์ให้ช่วยเหลือบุตรชายของเขาที่กระทำบาปจากเหตุการณ์น้ำท่วม การออกจากกลุ่มชนของศาสดายูนุสด้วยความโกรธ และการตัดสินที่ผิดของศาสดามูซาเกี่ยวกับฮารูน หลังจากที่บะนีอิสราเอลมทำการบูชาลูกวัว [๓๗]

ไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างความสัมพันธ์ของอิศมะฮ์และเจตจำนงเสรี

บางกลุ่มเชื่อว่า อิศมะฮ์และเจตจำนงเสรีมีความขัดแย้งกัน บางคนปฏิเสธความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตบนพื้นฐานนี้ และบางคนสรุปว่า ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตเป็นเรื่องของการบังคับ [๓๘] ข้อโต้แย้งของกลุ่มหลัง คือมนุษย์ย่อมมีความผิดพลาดและกระทำบาป และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหน พวกเขาก็จะกระทำผิดพลาดในบางสถานการณ์ ดังนั้น เมื่อมนุษย์บรรลุถึงสถานภาพอิศมะฮ์ แน่นอนว่า อันเป็นผลมาจากการบังคับของปัจจัยภายนอก พวกเขาได้อ้างอิงอายะฮ์ต่างๆของอัลกุรอานเพื่อพิสูจน์ว่า ความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตถือเป็นเรื่องของการบังคับ [๓๙]

ในบรรดาโองการเหล่านี้ คือโองการที่ ๔๖ ของซูเราะฮ์ศ็อด ซึ่งในนั้นมีคำว่า เราได้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ ถูกใช้ในบริบทของบรรดานบี นอกจากนี้ ยังมีโองการอัตตัฏฮีร ซึ่งตามโองการนี้ พระเจ้าได้ทรงชำระมนุษย์บางคนให้สะอาดบริสุทธิ์จากบาปต่างๆ [๔๐]

ในทางตรงกันข้ามกับความเห็นนี้ อัลลามะฮ์ เฏาะบาเฏาะบาอีย์ ได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงประทานความรู้แก่บรรดาศาสนทูต เพื่อให้พวกเขาเข้าใจแก่นแท้ของบาป ดังนั้น พวกเขาจึงไม่กระทำบาปเนื่องจากความรู้ถึงความน่ารังเกียจของบาป ไม่ใช่เพราะการถูกบังคับ เขาได้เปรียบเทียบความรู้ของบรรดาศาสนทูตในบาปกับความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอาหารที่มีพิษ ซึ่งผลลัพท์ที่ตามมา คือ การหลีกเลี่ยงจากการรับประทานอาหารมีพิษนั้น [๔๑]

ญะอ์ฟัร ซุบฮานีย์ ได้เขียนไว้ว่า ตำแหน่งการเป็นผู้บริสุทธิ์ นั้นเป็นของขวัญประทานมาจากพระเจ้าแก่ผู้บริสุทธิ์ และบางโองการได้เน้นย้ำถึงลักษณะของของการประทานนี้ แต่ทว่า การบรรลุตำแหน่งการเป็นผู้บริสุทธิ์นั้น เกิดขึ้นได้ด้วยการเตรียมตัว ความพยายาม และการต่อสู้กับความต้องการของอารมณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้น จึงสามารถสอดคล้องกับการมีเจตจำนงเสรีได้ [๔๒]

เหตุผล

เหตุผลของความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก: เหตุผลทางสติปัญญา และหลักฐานจากตัวบท (นักลีย์)

เหตุผลทางสติปัญญา

เหตุผลทางสติปัญญาที่สำคัญที่สุดสำหรับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต คือ การสร้างความไว้วางใจจากประชาชนต่อพวกเขา [๔๓] จากเหตุผลนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า เหตุผลแห่งความไว้วางใจ [๔๔] หากการกระทำของบรรดาศาสนทูตไม่สอดคล้องกับคำพูดของพวกเขา ประชาชนก็จะไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของพวกเขา [๔๕]

อีกเหตุผลทางสติปัญญาประการหนึ่ง คือ การขัดแย้งกับเป้าหมายของการเป็นศาสดา มีการกล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการเชื่อฟังบรรดาศาสนทูต หากพวกเขากระทำบาป เราควรที่จะปฏิบัติตามพวกเขาหรือไม่? หากเราปฏิบัติตาม ก็จะเกิดการขัดแย้งกับเป้าหมาย เพราะบรรดาศาสนทูตถูกส่งมาเพื่อการชี้นำแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเราไม่ปฏิบัติตาม ก็จะนำไปสู่การลดคุณค่าของตำแหน่งการเป็นศาสดาของพวกเขา [๔๖]

หลักฐานจากตัวบท (นักลีย์) ประกอบด้วยโองการต่างๆจากอัลกุรอานและฮะดีษ บรรดานักตัฟซีร กล่าวว่า มีหลายโองการในอัลกุรอานที่บ่งชี้ถึงความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต อัลลามะฮ์ เฏาะบาเฏาะบาอีย์ ได้ระบุโองการต่าง ๆ เช่น โองการที่ ๖๔ ๖๙ และ ๑๖๕ ของซูเราะฮ์อันนิซาอ์ โองการที่ ๙๐ ของซูเราะฮ์อัลอันอาม และโองการที่ ๑๗ ของซูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟ์ ว่า เป็นส่วนหนึ่งของโองการเหล่านี้ [๔๗]

ในโองการที่ ๑๗ ของซูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟ์ มีความว่า : ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงชี้นำทาง เขาคือผู้ได้รับทางนำ อัลลามะฮ์ เฏาะบาเฏาะบาอีย์ เชื่อว่าโองการนี้ปฏิเสธการหลงทางใดๆ จากผู้ที่ได้รับทางนำ และเนื่องจากทุกบาป คือรูปแบบหนึ่งของการหลงทาง โองการนี้จึงบ่งชี้ว่า บรรดาศาสนทูตไม่กระทำบาปใดๆ เลย [๔๘]

ในริวายะฮ์หลายบทได้เน้นย้ำถึงความแน่นอนของความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต [๔๙] หนึ่งในนั้นคือ ฮะดีษจากอิมามบากิร (อ.) ซึ่งเขากล่าวว่า: บรรดาศาสนทูตไม่กระทำบาป เพราะพวกเขาทั้งหมดมีความบริสุทธิ์และสะอาด และพวกเขาไม่กระทำบาป ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ [๕๐]

ข้อโต้แย้งและคำตอบ

ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ได้อ้างอิงบางโองการจากอัลกุรอานและฮะดีษเพื่อปฏิเสธความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต

ความสิ้นหวังและการสงสัยในสัญญาของอัลลอฮ์

ผู้ที่ปฏิเสธความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต ได้อ้างอิงโองการที่ว่า :

จนกระทั่ง เมื่อบรรดาเราะซูล รู้สึกสิ้นหวัง และพวกเขาคิดว่า พวกเขาได้ถูกโกหกมาแล้ว การช่วยเหลือของเราก็มาถึงพวกเขา และเราได้ช่วยเหลือผู้ที่เราต้องการ... [๕๑]

โดยพวกเขาใช้ข้อนี้ เป็นข้อโต้แย้งว่าบรรดาศาสนทูตรู้สึกสิ้นหวังและสงสัยในสัญญาของอัลลอฮ์ และถือว่า นี่เป็นหลักฐานที่ปฏิเสธความบริสุทธิ์ของพวกเขา เพราะประโยคที่ว่า พวกเขาคิดว่าพวกเขาได้ถูกโกหกมาแล้ว บ่งชี้ว่า บรรดาศาสนทูตคิดว่า อัลลอฮ์ได้ทรงโกหกพวกเขาเกี่ยวกับการช่วยเหลือ [๕๒]

ในการตอบข้อสงสัยนี้ อัลลามะฮ์ เฏาะบาเฏาะบาอีย์ได้อธิบายว่า คำว่า พวกเขา ในประโยค พวกเขาคิดว่า หมายถึง ประชาชน ไม่ใช่บรรดาศาสนทูต ดังนั้น ความหมายของโองการนี้คือ ความดื้อดึงของประชาชนในการไม่ตอบรับคำเชิญชวนของบรรดาศาสนทูต ทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวัง และประชาชนคิดว่า สัญญาเกี่ยวกับการลงโทษเป็นเรื่องโกหก [๕๓] [หมายเหตุ ๓]

ขณะที่ อายาตุลลอฮ์ ซุบฮานีย์ได้อธิบายว่า คำว่า พวกเขา ในโองการนี้ หมายถึงบรรดาศาสนทูต แต่บรรดาศาสนทูตไม่ได้คิดว่า อัลลอฮ์ทรงโกหกพวกเขา เพียงแต่สถานการณ์ของพวกเขาทำให้คนอื่นคิดเช่นนั้นเกี่ยวกับบรรดาศาสนทูต (๕๔)

การที่ชัยฏอนสามารถชี้นำบรรดาศาสนทูต

จากโองการที่ว่า :

และเราไม่ได้ส่งเราะซูลหรือนบีคนใดก่อนหน้าเจ้า นอกจากว่า เมื่อเขาปรารถนาสิ่งใด ชัยฏอนก็จะนำสิ่งนั้นเข้าไปในความปรารถนาของเขา แล้วอัลลอฮ์ก็จะลบสิ่งที่ชัยฏอนนำเข้าไป... [๕๕]

ได้มีการใช้โองการนี้เพื่อปฏิเสธความบริสุทธิ์ และลดความเชื่อมั่นในบรรดาศาสนทูต [๕๖] เพราะตามเนื้อหาของโองการนี้ ชัยฏอนได้เข้าแทรกแซงในความคิด คำพูด และความปรารถนาของบรรดาศาสนทูต แต่พระเจ้าทรงลบสิ่งที่ชัยฏอนได้นำเข้าไป [๕๗] ตำนานเฆาะรอนีก ถูกอ้างเป็นหลักฐานสนับสนุนมุมมองนี้ [๕๘]

การอธิบายเช่นนี้มีความขัดแย้งกับโองการอื่นๆ ในอัลกุรอาน [๕๙] ที่ระบุว่า ชัยฏอนไม่มีอำนาจในการแทรกแซงในเจตจำนงและการตัดสินใจของบ่าวของอัลลอฮ์ และแน่นอนว่า บรรดาศาสนทูต คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของบ่าวของอัลลอฮ์ [๖๐] บางคนอธิบายว่า การแทรกแซงของชัยฏอน คือการยุยงประชาชนให้ต่อต้านและขัดขวางบรรดาศาสนทูต ทำให้พวกเขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายและความปรารถนา (การเผยแพร่ศาสนาของพระเจ้าและการชี้นำประชาชน) ได้ [๖๑] และการลบผลของการแทรกแซงของชัยฏอนนั้น คือการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ [๖๒]

การที่ทุกคนรวมถึงบรรดาศาสนทูต เป็นผู้กระทำบาป

มีการกล่าวว่าในโองการที่ว่า :

และหากอัลลอฮ์จะทรงลงโทษมนุษย์ตามการอธรรมของพวกเขา พระองค์จะไม่ทรงเหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลก... [๖๓]

การอธรรมถูกกล่าวถึงในบริบทของมนุษย์ทั้งหมด และคำว่า การอธรรม ในที่นี้ หมายถึง การกระทำบาป ดังนั้นโองการนี้จึงบ่งชี้ว่า มนุษย์ทุกคนรวมถึงบรรดาศาสนทูตเป็นผู้กระทำบาป [๖๔]

ฟัครุรรอซีย์ ได้ตอบโต้โดยอ้างอิงโองการต่างๆ เช่น โองการที่ ๓๒ ของซูเราะฮ์ฟาฏิร ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ใช่ผู้อธรรม แต่คำว่า มนุษย์ ในโองการนี้ อาจหมายถึงผู้อธรรมที่สมควรได้รับการลงโทษหรือผู้ตั้งภาคีที่ถูกกล่าวถึงในโองการก่อนหน้านี้ [๖๕] จากมุมมองของอัลลามะฮ์เฏาะบาเฏาะบาอีย์ คำว่า การอธรรม ในโองการนี้ครอบคลุมทั้งการกระทำบาปและการละทิ้งสิ่งที่ควรทำ และอาจมีการละทิ้งสิ่งที่ควรทำจากบรรดาศาสนทูต [๖๖]

โองการที่ขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตบางคน

บางโองการในอัลกุรอานถูกมองว่า มีความขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตบางคน เช่น อาดัม (อ.) [๖๗] นูห์ (อ.) [๖๘] อิบรอฮีม (อ.) [๖๙] มูซา (อ.) [๗๐] ยูซุฟ (อ.) [๗๑] ยูนุส (อ.) [๗๒] และศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) [๗๓] [๗๔]

อายาตุลลอฮ์ ซุบฮานีย์ ได้ระบุว่า ข้อสงสัยและข้อโต้แย้งหลักของผู้ที่ปฏิเสธความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต คือโองการเหล่านี้ [๗๕] อะห์มัด อะมีน อัล-มิศรี ได้อ้างอิงโองการเหล่านี้ [๗๖] และกล่าวว่า การเชื่อว่า บรรดาศาสนทูตบริสุทธิ์จากบาปใหญ่และบาปเล็กทั้งก่อนและหลังการเป็นนบี เป็นการกล่าวเกินจริงและขัดแย้งกับโองการอัลกุรอานอย่างชัดเจน [๗๗]

คำตอบทั่วไป

บรรดานักตัฟซีร ได้ตรวจสอบโองการที่ขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต เป็นรายๆ และวิพากษ์วิจารณ์ข้อสงสัยต่างๆ [๗๘] แต่ก็มีคำตอบทั่วไปเช่นกัน เช่น :

โองการที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต เป็นโองการที่ชัดเจน ส่วนโองการที่ดูเหมือนขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต เป็นโองการที่คลุมเครือ ซึ่งต้องตีความโดยอ้างอิงกับโองการที่ชัดเจน [๗๙]

หากมีเหตุผลที่ขัดแย้งกับหลักฐานที่ชัดเจน จะต้องละทิ้งหรือตีความใหม่ ดังนั้น โองการที่ดูเหมือนขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตจะต้องถูกตีความใหม่ [๘๐]

หากเรายอมรับว่า การละทิ้งสิ่งที่ควรทำ (ตัรกุลเอาลา) สามารถเกิดขึ้นจากบรรดาศาสนทูตได้ โองการทั้งหมดที่ดูเหมือนขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต สามารถอธิบายได้ว่า เป็นการละทิ้งสิ่งที่ควรทำ แต่หากไม่ยอมรับเช่นนั้น ต้องกล่าวว่า การกระทำเหล่านั้นมีเหตุผลที่เราไม่เข้าใจ เช่น เรื่องราวของศาสดามูซา (อ.) และนบีคิฎิร (อ.) [๘๑]

ในบางฮะดีษ ก็มีการกล่าวถึงโองการที่ดูเหมือนขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตและให้คำตอบ เช่น ในฮะดีษหนึ่งจากอิมามริฎอ (อ.) ซึ่งมีรายงานว่า ในที่ประชุมของมะอ์มูนที่มีบรรดานักวิชาการศาสนาและกลุ่มต่าง ๆ มาร่วมอยู่ มีบุคคลหนึ่งชื่ออะลี บิน ญะฮ์ม์ ถามว่า ท่านเชื่อในความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตหรือไม่? อิมามริฎอ (อ.) ตอบว่า ใช่ จากนั้นอะลี บิน ญะฮ์ม์ ถามเกี่ยวกับการอธิบายโองการต่าง ๆ เช่น โองการที่ ๑๒๑ ของซูเราะฮ์ฏอฮา โองการที่ ๘๗ ของซูเราะฮ์อัล-อันบิยาอ์ และโองการที่ ๒๔ ของซูเราะฮ์ยูซุฟ ซึ่งอิมามริฎอ (อ.) ได้ห้ามไม่ให้กล่าวหาบรรดาศาสนทูตด้วยสิ่งไม่ดีและการอธิบายอัลกุรอานตามอำเภอใจ และได้ให้การอธิบายที่ถูกต้องสำหรับแต่ละโองการ [๘๓]

การสังหารชายชาวกิบฏีย์โดยศาสดามูซา (อ.)

มูซา (อ.) ได้พบชายสองคนที่กำลังต่อสู้กัน หนึ่งในนั้นเป็นผู้ปฏิบัติตามเขาและขอความช่วยเหลือ มูซา (อ.) จึงได้ชกชายชาวกิบฏีย์ จนเสียชีวิต [๘๔] หลังจากนั้น มูซา (อ.) กล่าวว่า นี่เป็นการกระทำของชัยฏอน [๘๕] และ โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ได้ทำร้ายตัวเอง ขอพระองค์ทรงอภัยโทษแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด [๘๖]

บางคนเชื่อว่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า มูซา (อ.) ไม่ได้บริสุทธิ์ เพราะหากชายชาวกิบฏีย์ไม่สมควรถูกสังหาร มูซา (อ.) ก็ได้กระทำบาปด้วยการสังหารเขา [๘๗] และหากชายชาวกิบฏีย์สมควรถูกสังหาร มูซา (อ.) ก็ได้กระทำบาปและขออภัยโทษจากพระเจ้า ตามโองการอัลกุรอาน [๘๘] ในทางตรงกันข้าม บรรดานักตัฟซีรเชื่อว่า ชายชาวกิบฏีย์สมควรถูกสังหารและการสังหารเขาไม่ถือเป็นบาป อย่างไรก็ตาม มูซา (อ.) ควรจะเลื่อนการสังหารเขาไปก่อน เพราะการกระทำนี้ ทำให้เขาตกอยู่ในความยากลำบากและต้องออกจากอียิปต์ นี่เป็นการละทิ้งสิ่งที่ควรทำของมูซา (อ.) และการขออภัยโทษของเขาก็เพื่อการละทิ้งนี้ [๘๙]

บางนักตัฟซีรของอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ เชื่อว่า การสังหารชายชาวกิบฏีย์ เป็นการสังหารที่ผิดพลาด ซึ่งถือเป็นบาปเล็ก และมูซา (อ.) ได้ขออภัยโทษสำหรับบาปเล็กนี้ [๙๐] [หมายเหตุ ๔]

แหล่งอ้างอิง

เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตได้รับการถกเถียงกันในหนังสือเทววิทยาส่วนใหญ่ [๙๑] นอกจากนี้ ยังมีการเขียนหนังสืออิสระเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น :

ตันซีฮุลอันบิยาอ์ ประพันธ์โดย ซัยยิดมุรตะฎอ (๓๕๕-๔๓๖ ฮ.ศ.) นักนิติศาสตร์และนักเทววิทยาชีอะฮ์ในศตวรรษที่ ๔ และ ๕ หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตและบรรดาอิมาม (อ.) และตอบข้อสงสัยและโองการและฮะดีษที่มีความขัดแย้งกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต [๙๒] หนังสือดังกล่าวนี้ ถูกแปลเป็นภาษาฟาร์ซี โดยอะมีร ซัลมานี ระฮีมี ภายใต้ชื่อ ตันซีฮุลอันบิยาอ์ การวิจัยจากอัลกุรอานเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตและบรรดาอิมาม (อ.)

อิศมะตุลอันบิยาอ์ ประพันธ์โดย ฟัครุดดีน อัรรรอซี (เสียชีวิต ๖๐๖ ฮ.ศ.) นักนิติศาสตร์ นักเทววิทยา และนักตัฟซีรของอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อปกป้องเกียรติของบรรดาศาสนทูตจากข้อสงสัยและข้อกล่าวหาต่างๆ [๙๓] หลังจากที่ได้กล่าวถึงมุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูตและหลักฐานของความบริสุทธิ์ [๙๔] หนังสือนี้ได้ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ข้อสงสัยของผู้ที่ปฏิเสธความบริสุทธิ์ [๙๕] และในบทต่าง ๆ ได้กล่าวถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับบรรดาศาสนทูต เช่น อาดัม นูห์ อิบรอฮีม มูซา ดาวูด สุลัยมาน และศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) [๙๖]

ตันซีฮุลอันบิยาอ์ อัน มา นะซะบะ อิลัยฮิม ฮุษาละตุลอัฆบิยาอ์ ประพันธ์โดย อะลี บิน อะห์มัด หรือที่รู้จักในชื่อ อิบนุ คุมัยร์ (เสียชีวิต ๖๔๐ ฮ.ศ.) นักวิชาการในศตวรรษที่ ๖ และ ๗ หนังสือนี้เขียนขึ้นเพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต [๙๗] และได้ตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับบรรดาศาสนทูตบางคน เช่น อาดัม ดาวูด สุลัยมาน มูซา ยูนุส และศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) [๙๘]

นอกจากนี้ยังมีผลงานเขียนอื่น ๆ เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของบรรดาศาสนทูต เช่น :

อิศมะตุลอันบิยาอ์ ฟิลกุรอาน อัลกะรีม เขียนโดย ญะอ์ฟัร ซุบฮานี

อิศมะตุลอันบิยาอ์ วัลมุรซะลีน เขียนโดย ซัยยิดมุรตะฎอ อัสกะรี

อิศมะตุลอันบิยาอ์ ฟิลกุรอาน มัดค็อล อิลันนะบูวะฮ์ อัลอามมะฮ์ เขียนโดย ซัยยิดกะมาล อัลฮัยดะรี

อิศมะตุลอันบิยาอ์ เขียนโดย ซัยนุลอาบิดีน อับดุอะลี ฏอฮิร อัลกะอ์บี

อิศมะตุลอันบิยาอ์ บัยนุลยะฮูดียะฮ์ วัลมะซีฮียะฮ์ วัลอิสลาม เขียนโดยมะห์มูด มาฎีย์

มุรอญิอาต ฟีย์ อิศมะฮ์ อัลอันบิยาอ์ มิน มันซูร กุรอานี เขียนโดยอับดุสซะลาม ซัยนุลอาบิดีน

นูร อิศมัต ภาพลักษณ์ของนะบูวัต ตอบข้อสงสัยจากอัลกุรอานเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ เขียนโดย ญะอ์ฟัร อันวารีย์


เชิงอรรถ

บรรณานุกรม