การทำลายสุสานบะกีอ์

การทำลายสุสานบะกีอ์ (ภาษาอาหรับ: هدم قبور أئمة البقيع) ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการปิดล้อมเมืองมะดีนะฮ์ ในปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. โดยเหล่ามุฟตีเมืองมะดีนะฮ์ได้ออกคำฟัตวาให้มีการทำลายสุสานบะกีอ์และโดมต่างๆของหลุมฝังศพ และผู้ออกคำสั่งให้ทำลาย คือ ชัยค์ อับดุลเลาะห์ อัลบุลัยฮิด หัวหน้าศาลเมืองมะดีนะฮ์ ยังรวมถึงโดมของบรรดาอิมามทั้งสี่คนของชีอะฮ์ ได้แก่ อิมามฮะซัน (อ.) อิมามซัจญาด (อ.) อิมามบากิร (อ.) และอิมามศอดิก (อ.)
พวกวะฮาบีย์ ได้ทำลายสุสานบะกีอ์ ถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรก เริ่มต้นในปี ๑๒๒๐ ฮ.ศ.และครั้งสุดท้าย ในปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. จากคำฟัตวาจำนวน ๑๕ คนของเหล่ามุฟตีย์ประจำเมืองมะดีนะฮ์ บนพื้นฐานที่ว่า การห้ามการปลูกสิ่งปลูกสร้างเหนือหลุมฝังศพและความจำเป็นที่จะต้องทำลายให้หมดสิ้นซาก ขณะเดียวกันได้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการทำลายสถานที่และโดมต่างๆของสุสานบะกีอ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาชาวมุสลิมในอิหร่าน อิรัก ปากีสถานและสหภาพโซเวียต
รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศไว้อาลัยหนึ่งวัน เนื่องจากการทำลายดังกล่าวและยังประกาศเลื่อนการยอมรับอนาธิปไตยของซาอุดีอาระเบียออกไปอีก ๓ ปี
หลังจากการทำลายสุสานบะกีอ์ ได้กลายเป็นพื้นที่ราบ แต่หลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ถูกกำหนดด้วยหินเป็นเครื่องหมาย ขณะที่นักการศาสนาและรัฐบาลอิหร่านมีความพยายามที่จะสร้างหลังคาเหนือหลุมฝังศพของบรรดาอิมามและการสร้างกำแพงล้อมรอบหลุมฝังศพก็ตาม แม้ว่าในเบื้องต้นได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย แต่ทว่า ไม่บรรลุผลใดๆทั้งสิ้น
บรรดานักการศาสนา นอกเหนือจากการประท้วงต่อต้านการทำลายสุสานบะกีอ์แล้ว พวกเขายังได้เขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์หลักการของลัทธิวะฮาบีย์และการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น หนังสือ กัชฟุลอิรติยาบ เขียนโดย ซัยยิดมุฮัมมัด อะมีน และหนังสือ ดะวะตุลฮุดา เขียนโดย มุฮัมมัดญะวาด บะลาฆี โดยกล่าวกันว่า กลุ่มวะฮาบี เป็นกลุ่มแรกที่อ้างทัศนะต่างๆทางศาสนาเพื่อทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา
สถานภาพและความสำคัญของสุสานบะกีอ์
บะกีอ์ ญันนะตุลบะกีอ์ หรือ บะกีอ์อัลฆ็อรก็อด (ชื่อ บะกีอ์ ก่อนการปรากฏของศาสดาแห่งอิสลาม (๑) เป็นสุสานที่มีความสำคัญมากที่สุดของชาวมุสลิมในเมืองมะดีนะฮ์ (๒) และตามริวายะฮ์ของอิสลาม รายงานว่า สุสานบะกีอ์ เป็นสถานที่ซึ่งศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)ให้ความสนใจเป็นพิเศษ (๓) บะกีอ์ เป็นสถานที่ฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์และบรรดาศอฮาบะฮ์และตาบิอีน จำนวนมาก (๔) จนถึงปี ๑๒๒๐ ฮ.ศ. ก่อนเหตุการณ์การทำลายโดยพวกวะฮาบี และในปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. ยังอนุสรณ์สถานบนหลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่และผู้อื่นอยู่ (๕)
ตามรายงานต่างๆ อนุสรณ์สถานของบรรดาอิมามของชีอะฮ์ บัยตุลอะฮ์ซาน และอนุสรณ์สถานอื่น ในปี1๑๒๙๘ ฮ.ศ. ยังคงมีอยู่ในสุสานบะกีอ์ (๖) สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ หลังจากการทำลายครั้งแรกและเมืองมะดีนะฮ์ได้ยึดครองมาจากพวกวะฮาบีย์ มาห์มูดที่สอง สุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ได้ออกคำสั่งให้การบูรณะอีกครั้งในปี ๑๒๓๔ ฮ.ศ. (๗)
ดังที่ มุรอด มีรซา บุตรชายของอับบาส มีรซา (๑๑๖๘ - ๑๒๑๒ สุริยคติอิหร่าน ) และเป็นที่รู้จักกันว่า ฮิซาม อัซซุนฏอนะฮ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า อย่างน้อยที่สุด จนถึงปี ๑๒๙๗ ฮ.ศ. บนหลุมฝังศพของอิมามฮะซัน (อ.) อิมามซัจญาด (อ.) อิมามบากิร (อ.) และอิมามศอดิก (อ.) ในสุสานบะกีอ์ นอกจากมิฮ์รอบ ยังมีเฎาะรีฮ์ ไม้สีเขียว บัยตุลอะฮ์ซาน ซึ่งเป็นของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอ (ซ.) ที่อยู่ด้านหลังหลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่คน (๘)
ตามบันทึกการเดินทางของอะยาซ คาน กัชกออี เหรัญญิกของชนเผ่าพันธุ์กัชกออี ซึ่งเขาได้เขียนไว้ในปี ๑๓๔๑ ฮ.ศ. นั่นคือ สองปีก่อน การทำลายสุสานบะกีอ์อย่างสมบูรณ์ ว่า แต่ทว่า หลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ อยู่ในอนุสรณ์สถานเดียวกัน ซึ่งหลุมฝังศพของแต่ละคนนั้น เป็นที่ชัดเจน( ๙) อะยาซ คาน เขายังได้กล่าวถึงการมีอยู่อนุสรณ์สถานบนหลุมฝังศพของอิบรอฮีม บุตรชายของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และอับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร ฏ็อยยาร ในสุสานบะกีอ์ อีกด้วยเช่นกัน และในตรอกหนึ่งที่ใกล้กับบะกีอ์ ยังมีอนุสรณ์สถานบนหลุมฝังศพของท่านหญิงศอฟียะฮ์ และอาติกะฮ์ บินติ อับดุลมุฏฏอลิบ ป้าทั้งสองของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และท่านหญิงอุมมุลบะนีน มารดาของอับบาส บิน อะลี และอีกหลายคนจากตระกูลบะนีฮาชิมรวมอยู่ด้วย (๑๐)
หลังจากการทำลายอย่างสมบูรณ์
ดังที่มุซัฟฟัร อะอ์ลัม ผู้แทนรัฐบาลอิหร่านในเจดดะห์ ได้เขียนในจดหมายถึงคณะกรรมการฮัจญ์ถาวร ลงวันที่ ๒๑ ออซัร ๑๓๓๐ สุริยคติอิหร่าน ว่า บะกีอ์ หลังจากการทำลายโดยวะฮ์ฮาบีในปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. (๑๑) ได้กลายเป็นสุสาน ที่อาคารทั้งหมดเหนือหลุมฝังศพของบรรดาอิมามถูกทำลาย และหลุมฝังศพของบุคคลสำคัญทางศาสนาไม่สามารถระบุได้ [๑๒] ในจดหมายฉบับเดียวกัน เขาได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขอความเห็นชอบจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพื่อสร้างกำแพงที่มีหน้าต่างเหล็กรอบบริเวณหลุมฝังศพของบรรดาอิมามของชีอะฮ์ทั้งสี่คน [๑๓] อย่างไรก็ตาม เราะซูล ญะฟะรียอน เชื่อว่า การพบปะระหว่างอับดุรเราะฮีม ซอฮิบฟุศูล ฮาอิรี (๑๒๙๔ - ๑๓๖๗) นักวิชาการศาสนาจากกรุงเตหะราน กับกษัตริย์อับดุลอะซีซ อาลิซะอูด ทำให้ส่วนหนึ่งของบะกีอ์ที่หลุมฝังศพของบรรดาอิมามของชีอะฮ์ทั้งสี่คนตั้งอยู่ ไม่ถูกปรับพื้นที่เหมือนส่วนอื่น ๆ ของบะกีอ์ และอย่างน้อยก็ยังสามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของหลุมฝังศพของบรรดาอิมามได้ [๑๔]
หลังจากการทำลายบะกีอ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ของอิสลาม มีความพยายามจากรัฐบาลอิหร่าน[๑๕] และอัฟกานิสถาน [๑๖] รวมถึงนักวิชาการชีอะฮ์ในเมืองนะญัฟ [๑๗] เมืองกุม [๑๘] ชาวอินเดีย [๑๙] และปากีสถาน [๒๐] ในการสร้างอาคารเหนือหลุมฝังศพในบะกีอ์ แต่ไม่มีความพยายามใดที่บรรลุผล แม้แต่การสร้างกำแพงรอบหลุมฝังศพของบรรดาอิมามของชีอะฮ์ทั้งสี่คนในบะกีอ์และการสร้างหลังคาคลุมเหนือหลุมฝังศพ แม้ว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นจะเห็นชอบในเบื้องต้น แต่ก็ไม่เคยบรรลุผล [๒๐] ขณะเดียวกัน กำแพงของสุสานบะกีอ์ได้รับการบูรณะในสมัยของกษัตริย์ฟะฮัด บิน อับดุลอะซีซ และต่อมาในปี ๑๔๑๘ - ๑๔๑๙ เส้นทางภายในบะกีอ์สำหรับผู้แสวงบุญได้ถูกปูด้วยหิน [๒๑]
ตามรายงานต่าง ๆ ระบุว่า ปัจจุบัน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่มีชื่อว่า อัมร์ บิลมะอ์รูฟ วะนะฮี อะนิลมุงกัร (การสั่งให้กระทำความดีและการห้ามปรามกระทำความชั่ว) ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ได้ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าหลักของบะกีอ์ และป้องกันไม่ให้ผู้แสวงบุญเข้าใกล้หลุมฝังศพและแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์จากหลุมฝังศพ [๒๒] ปัจจุบัน หลุมฝังศพของบรรดาอิมามของชีอะฮ์ในบะกีอ์และหลุมฝังศพของบุคคลสำคัญในช่วงยุคต้นอิสลาม ไม่มีเครื่องหมายใด ๆ นอกจากก้อนหิน [๒๓] สถานภาพของบะกีอ์ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีแรก ๆ หลังการทำลายอย่างสมบูรณ์ ถือว่า ดีขึ้น [๒๔]
เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุให้มีการทำลายสุสาน
ในปี ๑๒๒๐ ฮ.ศ. พวกวะฮาบีย์ได้ยึดครองเมืองมะดีนะฮ์และทำการปิดล้อมเมืองนี้ จนเกิดวิกฤตการขาดแคลน (๒๕)
ตามแหล่งอ้างอิงที่มีอยู่ รายงานว่า ซูอูด บิน อับดุลอะซีซ หลังจากที่เข้ายึดเมืองมะดีนะฮ์ได้แล้ว ก็ยึดทรัพย์สินในคลังของฮะรอมนบีในเมืองมะดีนะฮ์ไปจนหมดสิ้น และเขายังได้ออกคำสั่งให้มีการทำลายสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและโดมเมืองมะดีนะฮ์ด้วย รวมทั้ง สุสานบะกีอ์ด้วยเช่นกัน (๒๖)
ในการทำลายครั้งแรก พวกวะฮ์ฮาบีได้ทำลายหลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ และสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ถูกรู้จักกันว่า บัยตุลอะฮ์ซาน ในปี ๑๒๒๐ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก (๒๗)
หลังจากเหตุการณ์นั้น รัฐบาลของออตโตมัน ได้บุกมายังเมืองมะดีนะฮ์ ได้ทำการยึดเมืองนี้ จากพวกวะฮาบีย์ และในเดือนซุลฮิจญะฮ์ ปี ๑๒๒๗ ฮ.ศ. พวกเขายึดคืนการปกครองในเมืองมะดีนะฮ์ได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เอง มาห์มูดที่สองสุลต่านที่สามสิบของจักรวรรดิออตโตมัน จึงได้คำสั่งให้มีการบูรณะหลุมฝังศพขึ้นใหม่ในปี ๑๒๓๔ ฮ.ศ. (๒๘)
พวกวะฮ์ฮาบีได้บุกโจมตีเมืองมะดีนะฮ์ อีกครั้ง ในเดือนเศาะฟัร ปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. (๒๙) ซึ่งในการโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อฮะรอมอันศักดิ์สิทธิ์และสถานที่ทางศาสนา (๓๐ และเจ็ดเดือนหลังจากนั้น ในเดือนรอมฎอนปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. ชัยค์อับดุลเลาะห์ บิน บุลัยฮิด (๑๒๘๔ - ๑๓๕๙ ฮ.ศ.) ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาสูงสุดเมืองมักกะฮ์ (๓๑) นับตั้งแต่ปี ๑๓๔๓ จนถึง ๑๓๔๕ ได้เข้ามายังเมืองมะดีนะฮ์และได้รับคำฟัตวาของเหล่ามุฟตีเมืองมะดีนะฮ์ให้ออกคำสั่งทำลายสุสานทั้งหลาย (๓๒)
และในวันที่ ๘ เดือนเชาวาล ปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. สถานที่อนุสรณ์สถานทั้งหมดในสุสานบะกีอ์ ได้ถูกทำลายลงทั้งหมด รวมทั้งอนุสรณ์สถานของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ด้วย โดยคำสั่งของชัยค์ อับดุลเลาะฮ์ บิน บุลัยฮิด จากการยึดถือตามคำฟัตวาของเหล่ามุฟตีย์เมืองมะดีนะฮ์ (๓๓) ๑๕ คนจากเหล่ามุฟตีย์เมืองมะดีนะฮ์ (๓๔)ได้มีมติเอกฉันท์สั่งห้ามการปลูกสร้างสิ่งใดก็ตามเหนือหลุมฝังศพและยังออกกฏให้ทำลายมันอีกด้วย (๓๕ ในขณะเดียวกัน ตรงกันข้ามกับความเชื่อของพวกวะฮ์ฮาบี การสร้างสิ่งปลูกสร้างเหนือหลุมฝังศพ ตามความเชื่อของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์และบรรดาชีอะฮ์ ไม่ได้ขัดแย้งกับความศรัทธาของอิสลาม และการซิยาเราะฮ์ยังหลุมฝังศพของบรรรดาผู้สูงส่งทางศาสนาและผู้ศรัทธาทั้งหลาย ถือเป็นมุสตะฮับ (๓๖) ตามหลักฐานที่อ้างอิง ระบุว่า หลังจากการบุกเข้าทำลาย กษัตริย์อับดุลอะซีส แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้ส่งจดหมายให้ชัยค์อับดุลเลาะฮ์ บิน บุลัยฮิด ในวันที่ ๑๒ เดือนเชาวาล ปี ๑๓๔๔ ฮ.ศ. เพื่อขอบคุณต่อการดำเนินการของเขาในครั้งนี้ (๓๗)
ปฏิกิริยาและผลที่ตามมา
ปฏิกิริยาของบรรดานักวิชาการและผลงานการประพันธ์
การทำลายสุสานบะกีอ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆของชาวมุสลิม ทั้งในเมืองมักกะฮ์และเมืองมะดีนะฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำลายสุสานบะกีอ์ ทำให้ซัยยิดอะบุลฮะซัน อิศฟาฮานี และเชคอับดุลกะรีม ฮาอิรีย์ นักการศาสนาของสถาบันศาสนาเมืองนะญัฟและเมืองกุม ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ และเป็นเหตุให้ปิดการเรียนการสอนและตลาด (๓๘) เชคมุฮัมมัด คอลิศี และซัยยิดฮะซัน มุดัรริซ ก็แสดงปฏิกิริยาจากการทำลายสุสานบะกีอ์ด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผูู้ก่อเหตุในการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (๓๙) ซัยยิดฮุเซน ฏอบาฏอบาอี กุมมี ซึ่งเป็นที่รู้จักว่า อยาตุลลอฮ์ กุมมี หนึ่งในมัรญิอ์ของชีอะฮ์ ได้พยายามในการบูรณะหลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ เป็นเวลานานหลายปี หลังจากการทำลายสุสานบะกีอ์ และกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้เจรจากับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ตามคำเรียกร้องของเขา(๔๐) อิมามโคมัยนี ถือว่ ความเข้าใจผิดและการหันเห เป็นปัจจัยของการทำลายหลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ในสุสานบะกีอ์ (๔๑) มุฮัมมัด ฮุเซน กาชิฟุลฆิฏอ ได้เขียนจดหมายถึงอับดุลเลาะห์ บิน บุลัยฮิด หัวหน้าผู้พิพากษาของพวกวะฮาบี โดยกล่าวถึงลำดับขั้นความเชื่อของชีอะฮ์ที่มีต่อหลักเตาฮีด และเรียกร้องให้เขามีการสนทนาทางวิชาการและการไม่ตอบรับหมายถึงความอ่อนแอทางหลักฐานและเหตุผล (๔๒)
ซัยยิดมุฮ์ซิน อะมีน ได้เขียนหนังสือ กัชฟุลอิรติยาบ เกี่ยวกับการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามในเมืองฮิญาซและอธิบายถึงลัทธิวะฮาบีย์ ประวัติศาสตร์ และการดำเนินการของพวกวะฮาบีย์ (๔๓ หนังสือดังกล่าว ยังกล่าวถึงหลักความเชื่อของพวกวะฮาบีย์ และการหักล้างความเชื่อของพวกเขาและได้รับการแปลเป็นภาษาฟารซีย์ โดยใช้ชื่อว่า ประวัติการวิจารณ์และการวิเคราะห์ลัทธิวะฮาบีย์ (๔๔) มุฮัมมัด ญะวาด บะลาฆี ได้เขียนบทความในหัวข้อ การปฏิเสธคำฟัตวาในการทำลายหลุมฝังศพของบรรดาอิมามทั้งสี่ของชีอะฮ์ในสุสานบะกีอ์ ด้วยการวิจารณ์หลักการพื้นฐานความคิดของพวกวะฮาบีย์ที่เกี่ยวกับการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม (๔๕) และยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อว่า ดะอ์วะตุลฮุดา อิลัลวะรออ์ ฟีลอัฟอาล วัลฟัตวา ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้คำฟัตวาของพวกวะฮาบีย์ในการทำลายอนุสรณ์สถานต่างๆ (๔๖) และ บรรดานักกวีหลายคน เนื่องจากความไม่พอใจในการทำลายหลุมฝังศพในสุสานบะกีอ์ ได้นำเสนอในรูปแบบบทกวีอีกด้วยเช่นกัน (๔๗)
มุฮัมมัดญะวาด บะลาฆี นะญะฟี เขียนในหนังสือ อัรร็อด อะลัล วะฮ์ฮาบียะฮ์ ได้ใช้หลักฐานจากฮะดีษของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) อิมามอะลี (อ.) อิมามศอดิก (อ.) และอื่น ๆ รวมถึงประเพณีที่ปฏิบัติกันในหมู่ชาวมุสลิมตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม เพื่อตอบโต้ความเชื่อของพวกวะฮ์ฮาบีในเรื่องการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เขาอธิบายว่า ฮะดีษที่พวกวะฮ์ฮาบีอ้างอิงนั้น ห้ามการสร้างสิ่งก่อสร้างเช่น กำแพงบนหลุมศพ แต่ไม่ได้ห้ามการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ครอบคลุมหลุมศพ [๔๘]
มีรายงานว่า วะฮ์ฮาบีเป็นกลุ่มแรกที่ใช้ความคิดทางศาสนาเพื่อทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบุคคลสำคัญทางศาสนา ขณะเดียวกัน บางครั้งกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่วะฮ์ฮาบีก็พยายามทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในสุสานบะกีอ์ โดยอ้างว่า มีหนังสือที่วิจารณ์เคาะลีฟะฮ์อยู่ในคลังสมบัติของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ [๔๙] บรรดานักนิติศาสตร์ชีอะฮ์หลายคน ได้ออกคำฟัตวาเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในบะกีอ์ขึ้นใหม่ (๕๐) ตัวอย่างเช่น :
มุฮัมมัดฟาฎิล ลันกะรอนี นาศิร มะการิม ชีรอซี และ ลุฏฟุลลอฮ์ ศอฟี ฆุลพัยฆอนี ถือว่า การพยายามสร้างหลุมศพของบรรดาอิมามในสุสานบะกีอ์ขึ้นใหม่ เป็นวาญิบหรือวาญิบกิฟายะฮ์ ซัยยิด อะลี ฮุซัยนี ซิสตานี ถือว่า เป็นสิ่งที่อนุญาต (๕๑)
การดำเนินการของประชาชนและรัฐบาล
หลังจากการทำลายสุสานบะกีอ์ ชาวมุสลิมในสหภาพโซเวียต ตุรกี อัฟกานิสถาน จีน และมองโกเลีย ได้ส่งข้อความเรียกร้องให้ปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ [๕๒]
ในปี ๑๓๐๔ ปฏิทินอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศให้วันที่ ๑๖ เศาะฟัร ๑๓๔๔ ฮ.ศ. (๑๔ ชะฮ์เรวัร ๑๓๐๔ ) เป็นวันไว้อาลัยสาธารณะ [๕๓] และประชาชนในกรุงเตหะรานได้จัดพิธีไว้อาลัย [๕๔] มีรายงานว่า มีการชุมนุมหลายหมื่นคนรวมตัวรอบดัรวอเซฮ์ เดาลัต เตหะรานเพื่อประท้วงการกระทำของพวกวะฮ์ฮาบีต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองมะดีนะฮ์ [๕๕]
รัฐบาลอิหร่านยังได้ประกาศห้ามการเดินทางไปฮิญาซในวันที่ ๑๑ อิสฟันด์ ๑๓๐๔ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้แสวงบุญ [๕๖] ในประกาศอย่างเป็นทางการอีกฉบับในวันที่ ๑ ทีร ๑๓๐๕ รัฐบาลอิหร่านได้แสดงความเสียใจต่อการกระทำที่หยาบคายต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในสุสานบะกีอ์ และปฏิเสธคำเชิญของอิบนุ ซูอูดให้เข้าร่วมการประชุมทั่วไปในฮิญาซ [๕๗] และด้วยเหตุนี้ การรับรองรัฐบาลซาอุดีอาระเบียจึงไม่ได้รับการยอมรับ [๕๘] ขณะเดียวกัน หลังจากที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียในปี ๑๓๐๗ ได้ส่งจดหมายถึงประเทศมุสลิม รวมถึงรัฐบาลอิหร่าน เพื่อรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้แสวงบุญ [๕๙] ในเดือนคุรดอด ๑๓๐๘ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลอิหร่านและซาอุดีอาระเบียก็เริ่มขึ้น [๖๐] และผลที่ตามมาคือ การห้ามการเดินทางไปแสวงบุญอย่างเป็นทางการได้ถูกยกเลิกหลังจากผ่านไป ๔ ปี [๖๑]
บทกวีของลุฏฟุลลอฮ์ ศอฟี ฆุลพัยฆอนี เกี่ยวกับการทำลายสุสานบะกีอ์
ลุฏฟุลลอฮ์ ศอฟี โกลปายะกอนี ได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับการทำลายบะกีอ์ไว้ดังนี้:
ลมที่พัดมาจากบะกีอ์ช่างหอมหวานยิ่งนัก อากาศที่ชุ่มชื่นและหอมกรุ่นของบะกีอ์ ช่างน่าประทับใจ มวลเทวทูตจากพื้นดินขึ้นสู่สวรรค์ เพื่อเป็นเครื่องหอมสำหรับนางฟ้า หากท่านแสวงหาการประจักษ์แห่งสัจจะ จงมาที่สวนแห่งจิตวิญญาณของบะกีอ์ โอ้ผู้ที่มีความห่วงใยในศาสนาและอะฮ์ลุลบัยต์ จงหลั่งเลือดแทนน้ำตาที่บะกีอ์ ความอยุติธรรมได้ทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอิมามทั้งสี่ ทำให้แผ่นดินของบะกีอ์ได้รับเกียรติถึงสวรรค์ จำเป็นต้องลุกขึ้นและมีความกล้าหาญ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายของบะกีอ์ มิฉะนั้น จนกว่าจะตัดมือของลัทธิล่าอาณานิคม โลกชีอะฮ์จะยังคงเศร้าโศกและทุกข์ใจ ตราบใดที่ผู้ละเมิดยังปกครองสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มุสลิมทุกคนจะต้องละอายต่อบะกีอ์ ขอสันติสุขและความจำเริญจงมีแด่ศาสดาและอะฮ์ลุลบัยต์ ขอความจำเริญอันไม่มีที่สิ้นสุดจงมีแด่บะกีอ์ จากความทรงจำเกี่ยวกับหลุมศพที่ถูกทำลายของบรรดาผู้ใกล้ชิดพระเจ้า ลุฏฟี ศอฟี จะยังคงไม่สงบสุขต่อบะกีอ์ [๖๒]