ข้ามไปเนื้อหา

กะอ์บะฮ์

จาก wikishia

กะอ์บะฮ์ (ภาษาอาหรับ: الكعبة) กะอ์บะฮ์ คือ ทิศกิบลัตของบรรดามุสลิมและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดในโลก สำหรับพวกเขา นักวิชาการมุสลิม ถือว่า กะอ์บะฮ์เป็นสถานที่แรกสำหรับการอิบาดะฮ์ของทุกคน และเป็นสัญลักษณ์ในการนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า

อาคารแห่งนี้ ตั้งอยู่ในมัสยิดอัลฮะรอมในมักกะฮ์ บรรดามุสลิมจะต้องหันหน้าไปทางกะอ์บะฮ์ในเวลานมาซ และบรรดาผู้แสวงบุญ จะต้องเดินรอบกะอ์บะฮ์ในระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์ ในเขตศักดิ์สิทธิ์ของกะอ์บะฮ์ ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ละเมิดมนุษย์หรือสัตว์ อีกทั้งอิมามอะลี (อ) ถือกำเนิด ในกะอ์บะฮ์

ตามความคิดเห็นที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักวิชาการชีอะฮ์ มีริวายะฮ์ต่างๆรายงานว่า กะอ์บะฮ์ถูกสร้างขึ้นก่อนศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ในยุคสมัยของศาสดาอาดัม (อ.) และแม้กระทั่ง บางคนกล่าวไว้ว่า ก่อนการสร้างศาสดาอาดัม แน่นอนว่า มีกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านทฤษฎีนี้ และพวกเขาถือว่า อาคารดั้งเดิมของกะอ์บะฮ์เป็นของศาสดาอิบรอฮิม (อ.)

ห้าปีก่อนการบิอ์ษะฮ์ของศาสดาแห่งอิสลาม กะอ์บะฮ์ถูกทำลาย เนื่องจากเกิดน้ำท่วม ชาวเผ่ากุเรชจึงสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดและเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างหลังคาและรางน้ำให้กับมัน ในปี 64 และ 1040 ฮ.ศ. กะอ์บะฮ์ทั้งหมดได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และในยุคปัจจุบัน กะอ์บะฮ์ได้รับการบูรณะ และหลังคาและเสาก็ได้รับการบูรณะอีกด้วย

ภายในกะอ์บะฮ์ มีห้องเล็กๆ มีบันไดขึ้นไปบนหลังคาของกะอ์บะฮ์ ห้องนี้ มีประตูเล็กๆ เรียกว่า บาบอัตเตาบะฮ์ กะอ์บะฮ์มีทั้งหมดสี่เสาหลัก รุกน์ฮะญะรุลอัสวัด เนื่องจากมีฮะญะรุลอัสวัด ถูกวางไว้ในนั้น และ การฏอวาฟ เริ่มต้นจากที่นั่น จึงเป็นที่รู้จักมากกว่า

ความสำคัญและสถานภาพ

อิมามอะลี (อ.): อัลลอฮ์ทรงสร้างกะอ์บะฮ์ไว้เป็นสัญลักษณ์สำหรับอิสลาม และเป็นบ้านปลอดภัยสำหรับผู้พักพิงทั้งหลาย [๑]

อะลี ชะรีอะตี : บัดนี้ กะอ์บะฮ์อยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวน กระแสน้ำวนคำรามที่หมุนและวนรอบกะอ์บะฮ์ จุดคงที่ตรงกลาง ทุกสิ่งที่เคลื่อนที่รอบตัว หมุนเป็นวงกลม และการเคลื่อนไหวชั่วนิรันดร์! ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางและหมุนรอบ ดาวฤกษ์แต่ละดวงอยู่ในนภาของตัวเอง เป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์ [๒]

บรรดามุสลิม ถือว่า กะอ์บะฮ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดในโลก [๓] บ้านหลังแรกของการเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว(เตาฮีด) [๔] และเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว [๕] อัลกุรอาน เรียกที่นี่ว่า เป็นบ้านที่มีเกียรติ และเหตุผลก็คือว่า เป็นสื่อแห่งการชี้นำ ความสามัคคี และความใกล้ชิดกับพระเจ้า (๖)

มีริวายะฮ์ต่างๆรายงานว่า อิมามอะลี (อ.) ได้แนะนำว่า กะอ์บะฮ์เป็นธงของศาสนาอิสลาม [๗] อิมามศอดิก (อ.) ถือว่า การมองไปยังกะอ์บะฮ์ เป็นการอิบาดะฮ์ [๘] และเขากล่าวว่า ตราบใดที่กะอ์บะฮ์ยังคงยืนหยัด ศาสนาก็จะมั่นคง [๙]

เมื่อเวลาผ่านไป กะอ์บะฮ์ จากที่เป็นสถานที่ของการเชื่อพระเจ้าองค์เดียว ได้กลายเป็นสถานที่ในการเคารพบูชาของรูปปั้นเจว็ดทั้งหลาย [๑๐] แต่ศาสดาแห่งอิสลามได้ทำลายรูปปั้นเหล่านั้นของกะอ์บะฮ์ หลังจากที่ได้พิชิตเมืองมักกะฮ์ได้ [๑๑]

ประวัติความเป็นมาของกะอ์บะฮ์

ศตวรรษที่ 20 ก่อนคริสต์ศักราช[๑๒] การก่อสร้างกะอ์บะฮ์โดยศาสดาอิบรอฮีม (อ.) [๑๓]

ประมาณ 700 ปีก่อนฮิจเราะฮ์ศักราช การติดตั้งประตูที่กะอ์บะฮ์โดยผู้ปกครองจากเยเมน [๑๔]

ปีช้าง การโจมตีของอับรอฮะเพื่อทำลายกะอ์บะฮ์อ[๑๕]

ปีช้าง การทำลายกองทัพของอับรอฮะด้วยนกอะบาบีล [๑๖]

๑๓ เราะญับ ๓๐ ปีช้าง การถือกำเนิดของอิมามอะลี (อ.) ในกะอ์บะฮ์ [๑๗]

ปี ๓๕ ปีช้าง (๕ ปีก่อนบิอ์ษัต) ความเสียหายของกะอ์บะฮ์ เนื่องจากน้ำท่วมและการบูรณะโดยชาวเผ่ากุเรช [๑๘]

ปี ๖๔ ฮ.ศ. ความเสียหายของกะอ์บะฮ์ในสงครามระหว่างราชวงศ์บะนีอุมัยยะฮ์และราชวงศ์บะนีซุบัยร์ [๑๙]

ปี ๖๕ ฮ.ศ. การบูรณะกะอ์บะฮ์ โดยอับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์และการเปลี่ยนแปลงบางส่วน [๒๐]

ปี ๗๓ ฮ.ศ. การบูรณะกะอ์บะฮ์ โดยฮัจญาจและคืนสภาพให้เหมือนก่อนการบูรณะของอิบนุซุบัยร์[๒๑]

ปี ๓๑๗ ฮ.ศ. การโจมตีของพวกกะเราะมิเฏาะฮ์ต่อมักกะฮ์และการขโมยหินดำจากกะอ์บะฮ์ [๒๒]

ปี ๓๓๙ ฮ.ศ. การคืนหินดำโดยพวกกะเราะมิเฏาะฮ์ หลังจากได้รับเงินเป็นจำนวนมาก [๒๓]

ปี ๔๖๒ ฮ.ศ. การเปลี่ยนทองคำจากรางทองและประตูกะอ์บะฮ์ เป็นดีนาร โดยผู้ปกครองมักกะฮ์เนื่องจากปัญหาทางการเงิน [๒๔]

ปี ๑๐๓๙ และ ๑๐๔๐ ฮ.ศ. ความเสียหายของกะอ์บะฮ์ เนื่องจากน้ำท่วมและการบูรณะ [๒๕]

ปี ๑๔๑๔ และ ๑๔๑๕ ฮ.ศ. การซ่อมแซมกำแพงภายนอกของกะอ์บะฮ์ (๒๖)

ปี ๑๔๑๗ ฮ.ศ. การบูรณะเสาและหลังคาของกะอ์บะฮ์ [๒๗]

ปี ๒๐๑๕ ค.ศ. การเกิดอุบัติเหตุเหตุการณ์เครนล้มใกล้กะอ์บะฮ์และมีผู้แสวงบุญเสียชีวิต ๑๐๗ คน [๒๘]

ชื่อของกะอ์บะฮ์

กะอ์บะฮ์ เป็นชื่อที่ถูกใช้กันมากที่สุดสำหรับบ้านของพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นที่รู้จักในชื่อนี้ [๒๙] และยังใช้ในอัลกุรอานอีกด้วย [๓๐] อัลกุรอานยังกล่าวถึงกะอ์บะฮ์ด้วยชื่อ บัยต์ [๓๑] (ในการรวมกันที่แตกต่างกัน) ซึ่งชื่อที่ถูกรู้จักมากที่สุด คือบัยตุลลอฮ์ (บ้านของพระเจ้า) (๓๒) หรือ คำว่า อัลบัยต์ (๓๓) บัยตุลฮะรอม (๓๔) บัยตุลอะติก [๓๕] อัล-บัยตุลมะอ์มูร [๓๖] และ อัล-บัยตุลมุฮัรรอม [ ๓๗]

ในยุคสมัยโบราณ กะอ์บะฮ์ยังถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ เช่น กอดิส นาซิร และอัลกอริยะฮ์ อัลกอดิมะฮ์ (๓๘)

เหตุผลในการตั้งชื่อกะอ์บะฮ์

สำหรับเหตุผลในการตั้งชื่อกะอ์บะฮ์นั้น มีการกล่าวถึงเหตุผลสองประการด้วยกัน:

บ้านของพระเจ้า มีรูปทรงสี่เหลี่ยม และชาวอาหรับ ใช้ชื่อนี้เรียกบ้านที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส (๓๙) กะอ์บะฮ์ หมายถึง ความสูง อาคารของกะอ์บะฮ์จึงถูกเรียกตามชื่อนี้ เนื่องจากมีความสูงจากพื้นดิน (๔๐)

ฮัจญ์และกิบละฮ์

กิบละฮ์แรกของบรรดามุสลิม คือ บัยตุล-มักดิส จนกระทั่งมีโองการหนึ่งถูกประทานลงมาในเมืองมะดีนะฮ์และได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนกิบละฮ์ไปทางกะอ์บะฮ์ และกะอ์บะฮ์ก็กลายเป็นกิบละฮ์ของชาวมุสลิม [๔๑] ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่ต้องผินหน้าไปทางกะอ์บะฮ์ในขณะทำนมาซ [๔๒]

ในการประกอบพิธีฮัจญ์ ผู้แสวงบุญ จะต้องทำการเวียนรอบกะอ์บะฮ์ [๔๓)

จิตวิญญาณของกะอ์บะฮ์

กะอ์บะฮ์ ถูกนับว่า เป็นทิศกิบละฮ์และสัญลักษณ์ที่กำหนดทิศทางทั้งหมดของความเป็นมนุษย์ไปสู่พระเจ้า [๔๔] คุณค่าของกะอ์บะฮ์อยู่ที่การถูกสร้างขึ้น ด้วยนามของหลักเตาฮีด และมีคุณค่าทางความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เหนือมนุษยชาติ นั่นคือ การสร้างขึ้นด้วยนามของความคิดหนึ่ง : หลักเตาฮีด โดยมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สถาปนาหลักเตาฮีด [๔๕]

อิกบาล ลาฮูรี นักคิดอิสลาม ยังได้กล่าวถึงหลักเตาฮีดเกี่ยวกับกะอ์บะฮ์ว่า :

อย่าให้ทางในกะอ์บะฮ์แก่ฉัน อิกบาล โอ้ผู้เฒ่าแห่งฮะรอม ทุกครั้งที่อยู่ในแขนเสื้อของฉัน มีพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง [๔๖]

มุฮัมมัดฮุเซน เฆาะระวี อิสฟาฮานี นักนิติศาสตร์ชีอะฮ์ ยังได้ประพันธ์บทกวี ดังนี้ :

บางครั้งคุณสามารถเดินทางไปยังกะอ์บะฮ์แห่งความรัก เมื่อคุณสามารถละทิ้งหัวใจของคุณในมินาแห่งความจงรักภักดี [๔๗]

เฮนรี คอร์บิน นักวิชาการด้านบูรพาคดีศึกษา ได้เขียนเกี่ยวกับความลี้ลับทางด้านจิตวิญญาณกะอ์บะฮ์จากมุมมองของชาวมุสลิม และเขาถือว่า ร่างกายในโลกนี้เป็นสัญลักษณ์และภาพสะท้อนของรูปแบบอันสูงส่งในโลกอื่น [๔๘] เขาถือว่า ความจริงในโลกนี้เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนภาพของแสง [๔๙] เขาถือว่า การทำฮัจญ์และพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในกะอ์บะฮ์ เป็นสิ่งที่สร้างรูปแบบแสงของผู้แสวงบุญ ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของเขาในโลกแห่งจิตวิญญาณ [๕๐]

เกี่ยวกับกะอ์บะฮ์ มีการกล่าวไว้ว่า เจ้าของบ้าน คือ พระเจ้า และผู้คน คือ สมาชิกในบ้าน นั่นคือเหตุผลที่ผู้แสวงบุญ ไม่ว่าจะมาจากที่ใดก็ตาม จะนมาซอย่างสมบูรณ์ เพราะเขาไม่ใช่ผู้เดินทาง [๕๑] ซะนาอีย์ กวีและนักปราชญ์ชาวมุสลิมในศตวรรษที่ ๖ ฮิจเราะฮ์ศักราช ได้เชิญชวนมนุษย์ให้ละทิ้งความผูกพันทางวัตถุ และเชื่อว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังคงอยู่กับตัวเองและคิดถึงตัวเอง เขาจะไม่อยู่ในกะอ์บะฮ์ [๕๒]

ฮะซัน ซาเดฮ์ อามุลี: โอ้พระเจ้า! การหันร่างกายไปทางกะอ์บะฮ์จะมีประโยชน์อะไร หากหัวใจไม่ได้หันไปหาพระเจ้าแห่งกะอ์บะฮ์? [๕๓]

ประวัติศาสตร์ของกะอ์บะฮ์

มีการกล่าวว่า ในหลายฮะดีษ รายงานว่า กะอ์บะฮ์ได้ถูกสร้างขึ้นก่อนยุคสมัยของศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และโดยศาสดาอาดัม (อ.) [๕๔] แม้แต่ในบางฮะดีษ รายงานว่า การสร้างกะอ์บะฮ์ยังถูกเชื่อมโยงกับยุคก่อนการสร้างอาดัม [๕๕] ความเห็นที่ถูกรู้จักกันในหมู่นักวิชาการชีอะฮ์ ก็คือการสร้างกะอ์บะฮ์เกิดขึ้นก่อนยุคสมัยของศาสดาอิบรอฮีม [๕๖] บนพื้นฐานนี้ มีการกล่าวว่า สิ่งก่อสร้างนี้ถูกทำลายในน้ำท่วมยุคสมัยของศาสดานูห์ (อ.) [๕๗] ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) พร้อมกับบุตรชายของเขา อิสมาอีล ได้สร้างกะอ์บะฮ์ขึ้นใหม่บนฐานเดิม [๕๘]

ตรงกันข้ามกับทฤษฎีนี้ อัลลามะฮ์ เฏาะบาเฏาะบาอี ได้เชื่อมโยงการสร้างกะอ์บะฮ์กับศาสดาอิบรอฮีม (อ.) [๕๙] มุฮัมมัดญะวาด มุฆนียะฮ์ นักตัฟซีรชาวชีอะฮ์ ยังถือว่า ฮะดีษเกี่ยวกับการสร้างกะอ์บะฮ์ก่อนยุคสมัยอาดัม เป็นฮะดีษวาฮิด (รายงานเดี่ยว) และไม่เป็นที่ยอมรับ [๖๐]

เฆาะซาลี : แต่การเฏาะวาฟและซะแอนั้น เหมือนกับคนยากจนที่ไปยังประตูของกษัตริย์และเดินวนรอบปราสาทของกษัตริย์เพื่อหาโอกาสที่จะนำเสนอความต้องการของพวกเขา และพวกเขาเดินไปมาในวังนั้น เพื่อหาคนที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเขา และหวังว่า สายตาของกษัตริย์จะตกไปที่พวกเขาและมองมายังพวกเขา [๖๑]

การบูรณะกะอ์บะฮ์

มีรายงานว่า กุศ็อย บิน กิลาบ ปู่ทวดของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) [๖๒] ได้ทำลายกะอ์บะฮ์และสร้างใหม่โดยใช้ไม้และใบอินทผลัมทำเป็นหลังคา [๖๓] ห้าปีก่อนการบิอ์ษัตของศาสดามุฮัมมัด น้ำท่วมใหญ่ได้เกิดขึ้นในมักกะฮ์และทำลายกะอ์บะฮ์ [๖๔] ตามบางรายงาน ระบุว่า กะอ์บะฮ์ถูกไฟไหม้และถูกทำลาย [๖๕]

ก่อนหน้านั้น กะอ์บะฮ์ไม่มีหลังคา [๖๖] หลังจากน้ำท่วมและการทำลายกะอ์บะฮ์ ชนเผ่ากุเรชได้เริ่มการบูรณะ [๖๗] และสร้างหลังคาและรางน้ำ [๖๘] มีการรายงานว่ากำแพงที่ศาสดาอิบรอฮีมสร้างสำหรับกะอ์บะฮ์มีความสูงประมาณสี่เมตรครึ่ง และกล่าวกันว่า ความสูงของกำแพงกะอ์บะฮ์ในการบูรณะของชนเผ่ากุเรชเพิ่มขึ้นเป็นประมาณเก้าเมตร [๖๙] ตามคำกล่าวของอิมามศอดิก (อ.) ศาสดาอิสมาอีล (อ.) ได้สร้างหลังคาให้กะอ์บะฮ์โดยใช้เสาและใบอินทผลัมผสมกับดินโคลน [๗๐]

การทำลายและการบูรณะ โดยอับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์และฮัจญาจ บิน ยูซุฟ

ในปี ๖๔ ฮิจเราะฮ์ศักราช ตระกูลซุบัยร์และบะนีอุมัยยะฮ์ได้ปะทะกัน และในการต่อสู้ครั้งนี้ กะอ์บะฮ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง [๗๑] อับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์ ได้ทำลายกำแพงที่เหลืออยู่ของกะอ์บะฮ์ ตั้งแต่ฐานรากและสร้างขึ้นมาใหม่ แม้จะมีการคัดค้านจากมิตรสหายบางคน [๗๒] ในการบูรณะครั้งนี้ เขาเพิ่มความสูงของกะอ์บะฮ์ เป็นประมาณสิบสามเมตรครึ่ง [๗๓] เขายังสร้างประตูกะอ์บะฮ์ที่ถูกยกขึ้นจากพื้นประมาณสองเมตรโดยชนเผ่ากุเรช ให้อยู่ในระดับพื้นดิน [๗๔] และสร้างหลังคาสองชั้นสำหรับกะอ์บะฮ์ [๗๕] อิบนุซุบัยร์ ยังสร้างประตูสองบานสำหรับกะอ์บะฮ์: บานแรกสำหรับทางเข้าและอีกบานหนึ่งสำหรับทางออก [๗๖] หลังจากอิบนุซุบัยร์ถูกสังหาร ฮัจญาจ บิน ยูซุฟ ได้เปลี่ยนการปรับปรุงหลายอย่างของอิบนุซุบัยร์กลับไปเป็นแบบเดิม [๗๗]

การบูรณะในปี ๑๐๔๐ ฮิจเราะฮ์ศักราช

ในปี ๑๐๓๙ ฮ.ศ. น้ำท่วมใหญ่ได้เกิดขึ้นในเมืองมักกะฮ์ น้ำไหลเข้าสู่มัสญิดอัลฮะรอมและทำลายกำแพงกะอ์บะฮ์ ในที่สุด กำแพงที่เหลืออยู่ก็พังทลาย และบ้านของอัลลอฮ์จึงถูกสร้างขึ้นใหม่ [๗๘] รายงานเกี่ยวกับน้ำท่วมครั้งนี้และการบูรณะใหม่ โดยมุลลา ซัยนุลอาบิดีน กาชานี นักวิชาการชีอะฮ์ในเวลานั้น ซึ่งเขาทำงานเป็นคนงานในการบูรณะครั้งนี้ เขาได้ในบทความสั้นๆ ชื่อ มุฟัรริฮะตุลอะนาม ฟีย์ ตะอ์ซีส บัยติลลาฮิลฮะรอม [๗๙] [หมายเหตุ ๑]

การบูรณะในยุคสมัยปัจจุบัน

หลังจากสร้างกะอ์บะฮ์ใหม่ในปี ๑๐๔๐ ฮ.ศ. มีเพียงการซ่อมแซมและปรับปรุงบางส่วนเท่านั้นที่เกิดขึ้น [๘๐] การซ่อมแซมที่สำคัญที่สุด คือ การซ่อมแซมกำแพงภายนอกของกะอ์บะฮ์ ซึ่งเริ่มต้นในปี ๑๔๑๔ ฮ.ศ. และสิ้นสุดในปี ๑๔๑๕ ฮ.ศ. [๘๑] แผนการซ่อมแซมภายในกะอ์บะฮ์เริ่มดำเนินการในวันที่ ๑๐ มุฮัรรอม ปี ๑๔๑๗ ฮ.ศ. [๘๒] ในแบบแผนนี้ นอกจากจะซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ภายในกะอ์บะฮ์แล้ว เสาและหลังคาของกะอ์บะฮ์ยังถูกถอดออกและสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด [๘๓]

ประวัติการสร้างและการบูรณะกะอ์บะฮ์

ประวัติการสร้างและการบูรณะกะอ์บะฮ์ เสา หลังคา ประตูกะอ์บะฮ์ กำแพงกะอ์บะฮ์ ขนาดกะอ์บะฮ์ ความสูงของกำแพงกะอ์บะฮ์ การสร้างโดยศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ไม่มี [๘๔] ไม่มี [๘๕] ไม่มี [86] ถูกสร้างขึ้น [๘๗] ประมาณ ๔ เมตรครึ่ง [๘๘] การบูรณะโดยชนเผ่ากุเรช (๕ ปีก่อนการบิอ์ษัต) สร้างเสา ๖ ต้น [๘๙] ถูกสร้างขึ้น [๙๐] สร้างขึ้นหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ [๙๑] และในครั้งนี้ถูกยกสูงขึ้นประมาณ ๒ เมตรจากพื้นดิน [๙๒] บูรณะใหม่ทั้งหมด [๙๓] ประมาณ ๙ เมตร [๙๔] การบูรณะโดยอับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์| เปลี่ยนจากเสา ๖ ต้นเป็น ๓ ต้น [๙๕] บูรณะใหม่ทั้งหมด และสร้างหลังคาสองชั้น [๙๖] สร้างประตูสองบาน [๙๗] และวางประตูบนพื้นดิน [๙๘] บูรณะใหม่ทั้งหมด [๙๙] ขยายใหญ่ขึ้น และส่วนหนึ่งของฮิจร์อิสมาอีลถูกนำเข้ามาในกะอ์บะฮ์ [100] ประมาณ ๑๓ เมตรครึ่ง [๑๐๑] การบูรณะโดยฮัจญาจ บิน ยูซุฟ กลับไปเป็นแบบเดิม (ยกสูง ๒ เมตรจากพื้นดิน) และประตูที่สองถูกยกเลิก [๑๐๒] กลับไปเป็นแบบก่อนการบูรณะของอิบนุ ซุบัยร์ [๑๐๓] การบูรณะในปี ๑๐๔๐ ฮ.ศ. บูรณะใหม่ทั้งหมด [๑๐๔] บูรณะใหม่ทั้งหมด [๑๐๕] การบูรณะในยุคปัจจุบัน บูรณะใหม่ทั้งหมด [๑๐๖] บูรณะใหม่ทั้งหมด [๑๐๗] ถูกเปลี่ยนใหม่ [๑๐๘] ซ่อมแซม [๑๐๙]

ส่วนต่าง ๆ ของกะอ์บะฮ์

หินดำ (ฮะญะรุลอัสวัด)

หินดำ เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตั้งอยู่บนกำแพงกะอ์บะฮ์ การเฏาะวาฟ เริ่มต้นและสิ้นสุดที่หินนี้ [๑๑๐]

มุสตะญารและมุลตะซัม

มุสตะญาร เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงด้านตะวันตกของกะอ์บะฮ์ (๑๑๑) ซึ่งอยู่ใกล้กับรุกน์ยะมานี [๑๑๒] และตรงข้ามกับประตูกะอ์บะฮ์ [๑๑๓] กำแพงนี้ถูกเปิดออกสำหรับท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ บินติ อะซัด มารดาของอิมามอะลี (อ.) เพื่อให้นางเข้าไปคลอดอิมามอะลี (อ.) [๑๑๔]

มุลตะซัม หมายถึง ส่วนของกำแพงกะอ์บะฮ์อยู่ระหว่างหินดำและประตูกะอ์บะฮ์ [๑๑๕] หรือบางครั้งก็ใช้ในความหมายเดียวกับมุสตะญาร [๑๑๖]

ประตูกะอ์บะฮ์

ประตูกะอ์บะฮ์ตั้งอยู่บนกำแพงด้านตะวันออกของกะอ์บะฮ์ [๑๑๗] และมีคำแนะนำในรายงานของชีอะฮ์ให้อ่านดุอาอ์เมื่อมาถึงประตูนี้ [๑๑๘]

ชาซซะวาน

ชาซซะวาน เป็นส่วนที่ยื่นออกมาเล็กน้อยรอบกำแพงกะอ์บะฮ์ [๑๑๙] ซึ่งมีอยู่สามด้าน ยกเว้นด้านที่มีฮิจร์อิสมาอีล [๑๒๐] นักนิติศาสตร์ชีอะฮ์ส่วนใหญ่ถือว่า ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกะอ์บะฮ์ และผู้เฏาะวาฟต้องเวียนรอบนอกส่วนนี้ [๑๒๑]

รางน้ำทองคำ รางน้ำทองคำ ตั้งอยู่บนกำแพงด้านเหนือของกะอ์บะฮ์ ซึ่งทำหน้าที่ระบายน้ำจากหลังคาลงสู่พื้นที่ฮิจร์อิสมาอีล [๑๒๒] มีคำแนะนำให้อ่านดุอาอ์ใต้รางน้ำนี้ และเชื่อว่า ดุอาอ์นี้จะถูกตอบรับ [๑๒๓]

ผ้าคลุมกะอ์บะฮ์

การคลุมผ้ากะอ์บะฮ์ เป็นประเพณีที่มีมาช้านานและมีความสำคัญ โดยในยุคสมัยก่อนอิสลาม การเป็นผู้ดูแลผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ [๑๒๔] ผ้าคลุมกะอ์บะฮ์มีหลายสี บางครั้งเป็นสีขาว [๑๒๕] บางครั้งเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง จนกระทั่งในยุคสมัยของอัล-นาศิร อับบาซี [หมายเหตุ ๒] ผ้าคลุมกะอ์บะฮ์จึงถูกเปลี่ยนเป็นสีดำและยังคงเป็นสีดำมาจนถึงปัจจุบัน [๑๒๖] ผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ส่วนใหญ่ผลิตในอียิปต์และซีเรีย และบางครั้งก็ผลิตโดยชาวอิหร่าน [๑๒๗] ปัจจุบัน ผ้าคลุมกะอ์บะฮ์ผลิตจากโรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย [๑๒๘]

ภายในกะอ์บะฮ์

ในปีที่ 5 ก่อนการบิอ์ษัต ได้สร้างหลังคาให้กะอ์บะฮ์โดยมีเสา ๖ ต้นเรียงเป็นสองแถว ในการบูรณะโดยอิบนุ ซุบัยร์ เสา ๖ ต้นถูกเปลี่ยนเป็น ๓ ต้น และปัจจุบันก็มีเพียง ๓ ต้นเท่านั้น [๑๒๙]

บาบุตเตาบะฮ์ภายในกะอ์บะฮ์

ภายในกะอ์บะฮ์มีห้องเล็ก ๆ ที่มีบันไดขึ้นไปยังหลังคากะอ์บะฮ์ [๑๓๐] ห้องนี้ มีประตูเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ประตูแห่งเตาบะฮ์ (การกลับใจ) [๑๓๑] ซึ่งทำจากทองคำ [๑๓๒]

ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ ชนเผ่าและกษัตริย์ต่างส่งของขวัญมาไว้ในกะอ์บะฮ์ [๑๓๓] นอกจากนี้ ยังมีบ่อน้ำภายในกะอ์บะฮ์ที่ใช้เก็บของขวัญ แต่บ่อน้ำนี้ถูกทำลายในการบูรณะโดยชนเผ่ากุเรช [๑๓๔]

รุกน์ของกะอ์บะฮ์

รุกน์ หมายถึงเสาหรือมุมของกะอ์บะฮ์ [๑๓๕] ภายในกะอ์บะฮ์ มีเสาสี่ต้นที่รองรับหลังคา ดังนั้น แต่ละมุมของกะอ์บะฮ์ จึงเรียกว่ารุกน์ [๑๓๖] กะอ์บะฮ์จึงมีสี่รุกนสี่มุม ดังนี้ :

รุกน์ตะวันออก (มุมหินดำ) : มุมนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกโดยประมาณและอยู่ใกล้กับบ่อน้ำซัมซัม โดยมีหินดำตั้งอยู่ที่นี่ [๑๓๗] การเฏาะวาฟทุกครั้งจะเริ่มต้นและสิ้นสุดที่มุมหินดำ [๑๓๘]

รุกน์เหนือหรือมุมอิรัก : เป็นหนึ่งในมุมของกะอ์บะฮ์ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคือประเทศอิรัก [139] ผู้เฏาะวาฟ จะไปถึงฮิจร์อิสมาอีลหลังจากผ่านมุมนี้ [๑๔๐]

รุกน์ตะวันตกหรือมุมชาม : มุมตะวันตกเป็นหนึ่งในมุมของกะอ์บะฮ์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก [๑๔๑] ผู้เฏาะวาฟ จะไปถึงมุมนี้หลังจากผ่านฮิจร์อิสมาอีล [๑๔๒]

รุกน์ใต้หรือมุมเยเมน : มุมนี้เป็นที่ตั้งของมุสตาญาร [๑๔๓] มุมนี้เป็นหนึ่งในมุมของกะอ์บะฮ์ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ประมาณหนึ่ง ซึ่งคือ ประเทศเยเมน และผู้แสวงบุญจะไปถึงหินดำหลังจากผ่านมุมนี้ในการเฏาะวาฟ [๑๔๔]

เหตุการณ์สำคัญ

การประสูติของอิมามอะลี (อ.) อิมามอะลี (อ.) ประสูติภายในกะอ์บะฮ์ [๑๔๕] แหล่งข้อมูลบางส่วนของชาวอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ก็ได้รายงานเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน [๑๔๖]

การติดตั้งหินดำโดยศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)

ห้าปีก่อนการบิอ์ษัตของศาสดามุฮัมมัด น้ำท่วมใหญ่ได้เกิดขึ้นในเมืองมักกะฮ์และทำลายกะอ์บะฮ์ [๑๔๗] หลังจากน้ำท่วมและการทำลายกะอ์บะฮ์ ชนเผ่ากุเรชจึงได้เริ่มการบูรณะ [๑๔๘] ในระหว่างการบูรณะ แต่ละเผ่าต้องการที่จะเป็นผู้ติดตั้งหินดำ ความขัดแย้งได้รุนแรงขึ้น และในที่สุด ด้วยข้อเสนอของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ.) หินดำถูกวางไว้ในผ้า [๑๔๙] และมอบให้ผู้นำของเผ่ากุเรชถือที่ขอบผ้า เมื่อถึงสถานที่ที่กำหนด ศาสดาได้ยกหินดำด้วยมือของเขาเองและวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม [๑๕๐]

เหตุการณ์อื่นๆ

อับเราะฮะฮ์ ผู้ปกครองเยเมนในปี ๕๗๑ ได้บุกรุกมักกะฮ์เพื่อทำลายกะอ์บะฮ์ เมื่อพวกเขามาถึง ด้วยปาฏิหาริย์ของอัลลอฮ์ ฝูงนกได้โปรยหินจากฟากฟ้าลงมาและทำลายกองทัพของอับเราะฮะฮ์ [๑๕๑] หลังจากที่อับดุลลอฮ์ บิน ซุบัยร์ปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันกับยะซัด กองทัพภายใต้การนำของฮุศ็อยนฺบิน นุมัยร์ ได้ถูกส่งไปต่อสู้กับเขา ในเดือนมุฮัรรอม ปี ๖๔ฮ.ศ. พวกเขามาถึงเมืองมักกะฮ์ และในเดือนรอบีอุลเอาวัลของปีเดียวกัน พวกเขาได้โจมตีกองทัพของอิบนุซุบัยร์ด้วยเครื่องยิงหิน ซึ่งทำให้กะอ์บะฮ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง [๑๕๒]

ในเดือนซุลฮิจญะฮ์ ปี ๓๑๗ ฮ.ศ. กลุ่มกิรมะฏียูนได้บุกรุกมักกะฮ์ พวกเขาได้ขุดหินดำออกจากกะอ์บะฮ์และนำมันไปกับพวกเขา และในปี ๓๓๙ ฮ.ศ. พวกเขาได้คืนหินดำให้กับกะอ์บะฮ์หลังจากได้รับเงินจำนวนหนึ่ง [๑๕๓]

กะอ์บะฮ์ในวรรณกรรมเปอร์เซีย

ซะอ์ดีย์ : พวกเขาเห็นอับดุลกอดิร กีลานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาเขา) ในฮะรอมกะอ์บะฮ์ ใบหน้าของเขาวางอยู่บนกรวด เขากล่าวว่า โอ้พระเจ้า โปรดเมตตาเถิด! และหากฉันสมควรได้รับการลงโทษจริงๆ โปรดให้ฉันตาบอดในวันกิยามะฮ์ เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องอับอายต่อหน้าผู้คนที่ดี [๑๕๔]

อุบัยด์ ซากานี : ไม่มีใครได้พบกับท่าน โอ้กะอ์บะฮ์แห่งความปรารถนา เพราะภายในของพวกเขาพังทลาย แต่ภายนอกของพวกเขาอยู่กับเจ้า [๑๕๕]

พัรวีน อิอ์ติศอมีย์ : กะอ์บะฮ์แห่งหัวใจ อย่าทำให้มันเป็นที่พำนักของชัยฏอน จงชำระบ้านหลังนี้ เพราะมันเป็นที่พำนักของพระเจ้า [๑๕๖]

ฮาฟิซ : เพราะไม่มีความสะอาดในกะอ์บะฮ์ จึงเหมือนสถานที่บูชาเจว็ด ไม่มีสิ่งดีในบ้าน จึงไม่มีความบริสุทธิ์ [๑๕๗]

อัฏฏอร : หากกะอ์บะฮ์แห่งคนรัก เป็นความปรารถนาของท่าน การละทิ้งตัวเอง ไม่ใช่เส้นทางที่ยาวไกล [๑๕๘]

ชาฮ์ นิอ์มะตุลลอฮ์ วะลี : หากท่านปรารถนากะอ์บะฮ์ อย่าหลีกเลี่ยงทะเลทราย เจ้าต้องทนทุกข์ หากเจ้าต้องการสมบัติอย่างมากมาย [๑๕๙]

ฮาฟิซ : หากเจ้าต้องการเดินไปยังกะอ์บะฮ์ ด้วยความรักในท้องทะเลทราย อย่ากังวลกับการตำหนิของหนามในหนทาง [๑๖๐]

ซะอ์ดีย์ : โอ้ซะอ์ดีย์ หากเจ้าแสวงหาหนทาง จงเดินและอดทนต่อความทุกข์ยาก กะอ์บะฮ์แห่งการพบปะมิตร คือความอดทนในท้องทะเลทรายของเจ้า [๑๖๑] "การพบปะกะอ์บะฮ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย โอ้ซะอ์ดีย์ เว้นแต่เจ้าจะเดินทางอันตรายในท้องทะเลทราย [๑๖๒]

เชิงอรรถ

บรรณานุกรม